เที่ยว “สังขละบุรี” ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง | 3 วัน 2 คืน | กาญจนบุรี EP.2 | วันใหม่ไปไหน

เที่ยว “สังขละบุรี” ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลังเป็นปลายทางที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักเดินทางที่รักการผจญภัยในฤดูฝน สังขละบุรีตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีของประเทศไทย และเป็นเมืองที่มีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยสถาปัตยกรรมโบราณและศิลปะที่น่าทึ่ง ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปสัมผัสบรรยากาศของสังขละบุรีในช่วงฤดูฝน รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจในแต่ละวันของการเดินทาง ดังนั้นเราได้รวบรวมข้อมูลสำหรับการเที่ยว “สังขละบุรี” ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง 3 วัน 2 คืน ให้คุณได้เลือกทำกิจกรรมตามความสนใจของคุณได้อย่างเต็มที่

วันที่ 1: สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองแห่งมนต์ขลัง

เที่ยว "สังขละบุรี" ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง | 3 วัน 2 คืน | กาญจนบุรี EP.2  | วันใหม่ไปไหน - YouTube

ในวันแรกของการเดินทาง คุณสามารถสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองแห่งมนต์ขลังได้อย่างเต็มที่

3.1 วัดที่น่าสนใจ

เมืองแห่งมนต์ขลังมีวัดที่สำคัญและน่าสนใจมากมาย ในจุดเด่นของเมืองคือวัดภูมินทราราม ซึ่งเป็นวัดที่มีอายุมากกว่า 700 ปี และถือเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์และศิลปะของเมือง นอกจากนี้ยังมีวัดอื่นๆ เช่น วัดสังขละมิตร ที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงาม และวัดสว่างวรวิหารที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่นี่คุณสามารถพบกับบรรยากาศเงียบสงบและวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองแห่งมนต์ขลังได้อย่างเต็มที่

3.2 ตลาดน้ำและการช็อปปิ้ง

เมืองแห่งมนต์ขลังยังมีตลาดน้ำที่สามารถเป็นจุดหมายในการเดินชมและช็อปปิ้งในท้องถิ่นได้อย่างสนุกสนาน ตลาดน้ำสังขละบุรีเป็นที่รู้จักในนาม “ตลาดสี่หน้าเมือง” เนื่องจากตั้งอยู่ที่สี่แยกใจกลางเมือง ที่นี่คุณสามารถสัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวสังขละบุรีได้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสนุกกับการช็อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น ที่มีทั้งเสื้อผ้าทรงพื้นเมือง ผลไม้สดชื่น ของที่ระลึก และของทานเล่นที่อร่อยมีคุณภาพ

3.3 สวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์

เมืองแห่งมนต์ขลังยังมีสวนสาธารณะที่น่าสนใจให้คุณสามารถสำรวจและผ่อนคลายได้อย่างสบายใจ สวนสาธารณะที่น่าสนใจที่สุดคือ สวนสาธารณะหมอนทอง ที่มีพื้นที่กว้างขวางและสวยงาม คุณสามารถเดินเล่น นั่งพักผ่อน หรือจัดกิจกรรมกลุ่มใหญ่ได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์เมืองแห่งมนต์ขลังที่น่าสนใจ เช่น พิพิธภัณฑ์ชาวเก่าสังขละบุรี ซึ่งนำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวสังขละบุรีในอดีต

วันที่ 2: การสำรวจธรรมชาติ

เที่ยว "สังขละบุรี" ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง | 3 วัน 2 คืน | กาญจนบุรี EP.2  | วันใหม่ไปไหน - YouTube

ในวันที่สองของการเดินทาง คุณสามารถตื่นเต้นกับการสำรวจธรรมชาติและสวนสัตว์ที่สวยงามของสังขละบุรี

4.1 ที่พักใกล้ธรรมชาติ

ในเมืองแห่งมนต์ขลัง มีที่พักหลายแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับธรรมชาติ คุณสามารถเลือกพักผ่อนในบรรยากาศธรรมชาติที่งดงาม เช่น วิลล่าหินตามตะวัน ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ หรือบีช รีสอร์ท เมืองแห่งมนต์ขลัง ซึ่งมีสระว่ายน้ำส่วนตัวและวิวทิวทัศน์ที่น่าทึ่ง

4.2 น้ำตกและภูเขา

สังขละบุรีเป็นที่ตั้งของน้ำตกที่สวยงาม คุณสามารถเดินป่าและเข้าชมน้ำตกได้ในสถานที่หลากหลาย เช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกกระเบียด และน้ำตกบุพกรรม นอกจากนี้ยังมีภูเขาที่น่าสนใจเช่น ภูเขาสูงสุดในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามและให้คุณได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์

4.3 สวนสัตว์และสวนผึ้ง

สังขละบุรียังมีสวนสัตว์และสวนผึ้งที่น่าสนใจให้คุณสามารถเยี่ยมชมได้ สวนสัตว์สังขละบุรีเป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีสัตว์จำพวกที่สนุกสนานและน่ารัก ในขณะที่สวนผึ้งเป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้รักธรรมชาติ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและการดูแลผึ้ง และสามารถสัมผัสผึ้งกลางธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด

วันที่ 3: กิจกรรมและประสบการณ์ท้องถิ่น

เที่ยว "สังขละบุรี" ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง | 3 วัน 2 คืน | กาญจนบุรี EP.2  | วันใหม่ไปไหน - YouTube

ในวันสุดท้ายของการเดินทาง คุณสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมและประสบการณ์ท้องถิ่นที่สังขละบุรีมีให้เสนอ

5.1 การล่องเรือแม่น้ำและการตกปลา

สังขละบุรีตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง คุณสามารถเข้าร่วมการล่องเรือแม่น้ำและตกปลาได้ นำโดยคนเชี่ยวชาญท้องถิ่น ที่จะพาคุณไปสัมผัสกับชีวิตและวิถีชีวิตของชาวประมง คุณจะได้สัมผัสกับการตกปลาแบบดั้งเดิมและเพลิดเพลินกับบรรยากาศสงบของแม่น้ำแม่กลอง

5.2 การท่องเที่ยวท้องถิ่น

เพื่อให้คุณได้รู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น คุณสามารถเข้าร่วมการท่องเที่ยวท้องถิ่นได้ คุณจะได้เจอกับชาวบ้านที่เป็นกำลังใจให้ความรู้และเสนอแนะเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและการดำเนินชีวิตท้องถิ่น คุณยังสามารถสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิดผ่านการชิมอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่น

5.3 อาหารและของหวานท้องถิ่น

เมืองแห่งมนต์ขลังมีอาหารและของหวานท้องถิ่นที่น่าลิ้มลอง คุณสามารถพิสูจน์ความอร่อยของอาหารท้องถิ่นได้ที่ร้านอาหารและร้านขนมของเมือง ลองสัมผัสรสชาติของข้าวต้มและข้าวคลุกกะปิ หรือลิ้มลองขนมหวานเช่น ขนมเปียกปูน หรือขนมชั้น

สรุปผลและข้อเสนอแนะ

ในการเดินทางสังขละบุรี ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง 3 วัน 2 คืน คุณจะได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ และได้สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด ขอแนะนำให้คุณวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่นและสนุกสนาน

FAQ

1. ฤดูฝนสังขละบุรีคือช่วงไหน?

ฤดูฝนในสังขละบุรีประกอบด้วยช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม เป็นช่วงที่มีฝนตกบ่อยและอากาศเย็นสบาย

2. มีที่พักในสังขละบุรีที่ใกล้ธรรมชาติแนะนำหรือไม่?

ใช่ สังขละบุรีมีที่พักใกล้ธรรมชาติหลายแห่ง เช่น วิลล่าหินตามตะวัน และบีช รีสอร์ท เมืองแห่งมนต์ขลัง

3. สิ่งที่ควรนำมาในการเดินทางสังขละบุรีฤดูฝนคืออะไร?

ควรนำร่มฝน รองเท้ากันน้ำ และเสื้อผ้าที่สามารถต้านน้ำฝนได้

4. มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจใกล้สังขละบุรีหรือไม่?

ใกล้สังขละบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์ และอุทยานแห่งชาติไทรโยค

เที่ยว “สังขละบุรี” ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง | 3 วัน 2 คืน | กาญจนบุรี EP.2 | วันใหม่ไปไหน [VIDEO]

สะพานมอญ
#สังขละบุรี ก้าวแรกที่ได้สัมผัสที่นี่เรารู้สึกถึงมนต์เสน่ห์
ของเมืองนี้ที่ไม่อาจละเลยได้

ทุกอย่างผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
มันมีเรื่องราว มีรอยยิ้ม มีวัฒนธรรม มีความเชื่อ
มีชนชาติที่แตกต่าง แต่พอทุกอย่างมารวมกันแล้ว

มันลงตัวและมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนเมืองไหน
จึงไม่แปลกเลยที่ใครหลายๆคนมักอยาก
ให้โอกาสตัวเองได้ลองมาสัมผัสที่นี่ให้ได้สักครั้ง
——————————————–
อ่านรีวิวรายละเอียดที่พัก #บ้านแม่น้ำ

เนื้อหาของวิดีโอ เที่ยว “สังขละบุรี” ฤดูฝน เมืองแห่งมนต์ขลัง | 3 วัน 2 คืน | กาญจนบุรี EP.2 | วันใหม่ไปไหน

สังขละบุรีเมืองที่ใครหลายๆคนต่างสาย สารที่จะมาเยือนที่แห่งนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนักเดินทางคนนั้น ที่โดนมนต์ขลังของ สังขละบุรี ดึงดูดให้เราตกหลุมรักที่นี่โดยไม่รู้ตัวค่ะ ระยะทาง 195 5 กิโลเมตร จากบ้านใจรักถึงสังขละบุรี เป็นระยะทางที่ไกลเอาเรื่องเลยสำหรับการเดินทางไป ขับรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ ที่จะพาเราสองคนไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ก่อนอื่นเราก็แวะเติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อความพร้อมในการเดินทาง บรรยากาศฟ้าครึ้มๆฝนกำลังมา เดี๋ยวค่อยๆขับไปแบบสบายๆไม่รีบร้อน สำหรับคนที่ชอบขับรถไปเรื่อยๆอย่างเรา ทุกครั้งที่ได้เดินทาง เรามาเพลิดเพลินไปกับระหว่างทางเหมือนอย่างทุกๆ อาทิตย์ที่ผ่านมา ภาวะการเดินทางที่ไม่จดจ่ออยู่กับ จดหมายปลายทาง มักทำให้ความหมาย ของการเดินทางนั้นพิเศษและเต็มอิ่มมากขึ้น ทั้งสองข้างทางถนน เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ เหมือนเราได้ถูกโอบล้อมไปด้วยป่าไม้ที่เขียวค่ะ ต้นไม้ที่เรียงรายพร้อมแสงที่ลอดทะลุผ่านใบไม้เป็นระยะระยะชวนให้เราอยากสัมผัสธรรมชาติ ชาติให้มากขึ้น เหลือระยะทางอีก 59 กิโลเมตรเราก็ใกล้ถึงสังขละบุรีเต็มทีแล้วเป็น 59 กิโลเมตร ที่ต้องชูสองนิ้วและบอกกับตัวเองและคนขับว่าสู้ๆนะ เหลืออีกนิดเดียวแล้ว ลักษณะทางจากนี้เป็นการขาดที่ต้องค่อยๆปล่อยไปตามทางลาดชันโค้งทางขึ้นเขา เอาและลุงขาวสลับกันไปเรื่อยๆ จากมุมสูงนี้ เราจะเห็นผืนน้ำอยู่ ใกล้ๆที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้และขุนเขาตรงบริเวณนั้นคืออ่าง เก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ค่ะ จะเห็นหน้า ระหว่างทางที่เราขับมาบนผืนน้ำจะเต็มไปด้วยแพรแพรเหล่านี้เป็นแพที่พัก ที่เราสามารถเข้าไปพัก ไปทำกิจกรรมล่องแพชมสถานที่ต่างๆในเขื่อนได้ค่ะ ยิ่งเข้าใกล้เหมือนกัน สังขละบุรีไม่เท่าไหร่ ก็เห็นเมฆฝนที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่าต้องเปียกฝนแน่นอนไม่นาน ฝนก็พร่ำลงมา สู่พื้นดิน เปลี่ยนยากเพียงดินก็ช่วยขึ้นมากระทบกับใบหน้าของเราที่กำลังตื่นเต้นกับสายฝนอยู่ตอนนี้ และแล้วในที่สุด ก็มาถึงป้ายนี้ที่เรารอคอย สวัสดีค่ะ ยิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้น ฝนก็ยิ่งกระหน่ำ แต่เราเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย สายฝนที่กระทบกับเสื้อนอกก็กำลังซึมเข้าไปจนทั่วร่างกายอย่างค่อยๆ เดาว่าสวมเสื้อกันฝนที่วัดสมเด็จ อาจจะไม่ทันการตัวเราจากฝนแต่ก็ยังทานที่จัดการกระเป๋าสัมภาระ ไม่ให้ของข้างในเสียหายได้ เห็นเด็กๆเดินกลางสายฝนชิวๆ ทำให้โคตรคิดถึงวัยเด็กเลยนะ อีก 2 กิโลเมตร เราก็จะถึงที่พักของเราแล้วค่ะ ตอนนี้ก็เป็นเวลาใกล้ 19:00 น นึงแล้วเราใช้เวลาเดินทางมาถึง สังขละบุรีประมาณ 5 ชั่วโมงเต็มๆ โห เพิ่งรู้ตอนทำคลิปว่านั่งมานานขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย และที่พักของดาวทิศ จะมาฝากตัวไว้ 3 วัน 2 คืน ก็คือที่นี่เลยค่ะ มีชื่อว่า บ้านแม่น้ำ บ้านแม่น้ำก็แน่นอนว่าจะต้องติ ติดกับแม่น้ำซองกาเรีย เพราะงานเราต้องค่ะ ขับตรงไปอีกประมาณ 100 เมตรก็จะเห็นที่พักของเราอยู่เหนือแม่น้ำขึ้นมาค่ะ ว้าว นี่คือสภาพของ พี่สอนขายไหม และนั่นก็คือสภาพของคนที่ขับ มอเตอร์ไซค์ สภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งเจ้าของ เอ้าหลังนี้ก็คือคุณแรงกิจการจะนาน ทับทิมผจญภัยในที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือ หรือก็คือคุณเรวัตรพันธุ์พิพัฒน์เป็นนักเขียน บทกวีศักดิ์ ผลงานดีเด่น หนังสือแม่น้ำรำลึก ที่กลายเป็นชื่อห้องของเราค่ะ รูปแบบการ จัดวางของบ้านแม่น้ำ ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นบ้านกวี มีการตก แต่งที่รายล้อมไปด้วยฉันว่าไง ขนาดใหญ่ ชั้นวางยังไม่หนังสือ สื่อวรรณกรรมนับ พันเล่ม และรางวัลอีกมากมายของ เขียนตั้งไว้อยู่ด้วยค่ะ ถึงที่พักที่นี่มีเพียง 4 ห้องเท่านั้น แต่ละห้องก็จะมีชื่อเป็นของเธอ อย่างห้องที่เราพัก ก็จะมีชื่อว่า แม่น้ำรำลึก โดยหน้าปกหนังสือก็จะเป็นภาพคุณเรวัตร์พันธุ์พิพัฒน์เจ้าของผลงานนี้เลยค่ะ ห้องนี้เป็นห้องที่สามารถมองเห็นวิวแบบ Panorama เลย ราคาจะอยู่ที่ 2,500 บาทต่อคืนค่ะ สามารถนอนได้ 2 แต่ห้องกว้างมากแถมมีระเบียงอีกด้วย และแต่ละห้องนอกจากจะมีชื่อที่ต่างกันแล้ว วิวก็ยังต่างกันอีกด้วยราคาก็จะไม่เหมือนกันค่ะ เดี๋ยวออกไปหา ของกินที่ถนนคนเดินสังขละบุรีถนนคนเดินจะเปิด วัน แต่จะมีของขายไม่เยอะเท่าวันเสาร์หรือวันนักขัตฤกษ์วันนี้วันพุธ เรามาถึงเขาก็กำลังเก็บของกันพอดี เดินไปเรื่อยๆก็ไปสะดุดตากับร้านนึงเข้าเป็นร้านที่มีลูกค้านั่งกันเต็มโต๊ะและมีหม้อใหญ่ๆ ใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง แปลกตาและน่าสนใจมากเราเดินเข้าไปถามว่ามันคืออะไร เจ้าของร้านตอบว่ามันคือหมูจุ่มพม่าไม้ละ 1 บาท เราก็ยังไม่เข้าใจว่าเขากินกันยังไงต้องสั่งแบบไหนเพราะอ่านป้ายก็เข้าใจว่ามันมีแบบเป็นชุด และแบบที่สามารถนั่งทานได้เลยที่ร้านเขาก็จะเตรียมถ้วยเล็กๆและตักน้ำจิ้มให้เราหน้าตาหมู หมูจุ่มพม่าชัดๆก็จะเป็นแบบนี้เลยค่ะเป็นหมูชิ้นเล็กๆที่เสียบกับไม้ แล้วเอาลงไปตุ๋นในหม้อกับน้ำซุปที่ปรุงไว้อยู่แล้ว น้ำจิ้มจะมี 2 แบบ สีแดงจะออกรสหวาน สวนข้างๆจะออกรสเผ็ดคล้ายซีฟู๊ด เราก็พยายามมองคนอื่นว่าเขากินกันยังไง คือเลิกรักมากแก พอได้กินก็คือรู้เลยว่ารสชาติมันคล้ายๆกับหัวหมูลวกจิ้มบ้านเรานี่เอง แต่ต่างตรงที่เขาจะมีน้ำซุปมาด้วย ซึ่งรวมแล้วเราจบไปที่กี่ไม้ไปดูกันค่ะ เอาให้ครบร้อยไหม ตรงนี้ไม่มีใครเลยมีเราเดินอยู่คนเดียว หิวมากเลย สะพานมอญในบรรยากาศค่ำคืน มันเงียบสงบมากเลยแก เราค่อยๆเดินไปตามแสงไฟที่เรียงตัวกันบนสะพาน พร้อมกับมีลมเย็นบางๆที่พัดผ่านมาหลังฝนหยุดแม้จะเป็นเวลาที่มืดขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนเข้ามาถ่ายรูปกันที่สะพานมอญกันอยู่เรื่อยๆ เป็นช่วงเวลาที่ชิวและดูอบอุ่นมากเลยค่ะ แผนการเดินทางวันแรกได้อย่างหนักหน่วง ก็ได้เวลากลับมาพักผ่อนที่ Guesthouse กันแล้ว ตอนกลับมาน้องหมาเจ้าถิ่นก็ตามมาส่งถึงที่เลยค่ะ ไม่รู้ว่าหวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทนอยู่หรือเปล่า สำหรับคืนนี้ก็หลับฝันดีเจอกันพรุ่งนี้เช้านะคะ บรรยากาศตอนเช้าเป็นเวลา 5:00 น กว่ากว่า มีหมอกพัทลุงบางปลายเขา ตอนนี้เราก็กำลังเตรียมตัวไป ตักบาตรกันค่ะ เพื่อให้ทันเรือที่จะมารับเราในเวลา 06:00 น อันนี้ก็จะ มีการบริการ นั่งเรือไป ได้ค่ะ นี่ก็จะเป็น คูปองใส่บาตรที่ทางที่พักให้เรามา ซึ่งเราไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มแล้วนะคะ รวมอยู่ในราคาที่พักเลยในคูปองจะมีชุดใส่บาตรให้ฟรีชุดอาหารเช้าฟรี ก็จะนำคูปองอันนี้นะคะไปยื่นให้กับทางร้านที่เขียนไว้ใน คูปองได้เลย เป็นแค่การไปนั่งเรือไปตักบาตรเอง แต่กลับได้เห็นบรรยากาศที่กว้างมากขึ้น ไม่เห็นสะพานมอญในมุมมองที่แปลกตาออกไป พอได้ลองมามองตีนสะพานกว่า เริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ ตอนนี้เราข้ามมาฝั่งมอญเรียบร้อยแล้วพี่คนขับก็พยายามอธิบายทางขึ้นสะพาน พร้อมกับการใช้คูปองให้เราอย่าง สุภาพและถ้าหากเราจะกลับที่พักตอนไหน ก็สามารถโทรเรียกที่เขาให้มารับได้เลย หลังจากที่ฟ้าหมาดฝนไป โชคดีที่วันนี้มีแสงแดดรอดไหมเห็น ได้เห็นทั้งแสงได้เห็นทั้งหมอกเลยเราก็ไม่รอช้าที่จะรีบไปเก็บภาพบรรยากาศกัน ตอนนี้บริเวณ สะพานคือคนน้อยมากๆ มีหมอกรออยู่เนี่ยสะพานบางๆให้เราได้ชื่นชมมาลุ้นกันว่าเราจะได้ไปเก็บภาพมุมสูง ก่อนที่เหมาะจะหาย ไปไปกันไหมหรือเราจะต้องไปใส่บาตรกันก่อน หนูสวยๆทุกคนมีหลายแบบเลย ถ้ายังไม่มาเลย พักใกล้มายัง ยกกำลัง ถามชาวบ้านแถว เหมือนกันค่ะ ความประสงค์จะมาถึงบริเวณนี้ตอนกี่โมงเพราะอาจจะแวะไปเก็บภาพมุมสูงที่สะพานมอญกันก่อน ปรากฏว่าเราเหลือเวลาประมาณ 15 นาทีในการทำเวลามาดูกันว่าเสื้อผ้าในมุมสูงจะสวยแค่ไหน หลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ได้เห็นถึงความยากลำบากในการเดินทางระหว่างทั้งสองฝั่ง ไทยและมอญ จึงได้สร้างสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์ให้กับชาวบ้าน ในปีพศ 2529 และสร้างเสร็จในปีพ.ศ 2530 ใช้เวลาสร้างทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปีมีความยาวถึง 850 10 เมตร ซึ่งตอนนี้ยังเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสะพานอูเบ็งในประเทศพม่า และแน่นอนว่าสะพานมอญต้องเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วยค่ะและด้านล่าง 2 ฝั่ง สะพานมอญที่เล่า คือแม่น้ำซองกาเรีย เป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญที่คอยเชื่อม 2 ชุมชนนี้ไว้ด้วยกัน เปิดสะพานมอญในช่วงเช้าจะครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่เคยมาที่นี่จะต้องมาใส่บาตร พระสงฆ์ ที่เดินบิณฑบาต จากวัดวังก์วิเวการามและแต่งกายให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมด้วยชุดชาวมอญ สะพานจะได้ยินเสียงเด็กๆ เชิญชวนให้มา ปะแป้งเป็นราคาที่แล้วแต่เราจะให้ ส่วนใหญ่เราจะเห็นเด็กผู้หญิงชาวมอญ ฉันข้าวหลายๆใบไว้บนสี เพื่อให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆในบันทึกภาพเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก ส่วนเด็กผู้ชายก็จะสวมบทเป็นมัคคุเทศก์น้อยกันค่ะ ดาร์ลิ่งน้องแกงนี้เอาไว้ ที่แซ่บที่สุดในย่านนี้ละมั้ง น้องๆจะเชิญชวนเราให้เข้าไปถ่ายรูปด้วย ทำนองที่ท่อง คล้ายๆกันตามนี้เลยค่ะ สาหร่าย ขาย และก็นั่นแหละ เราได้ภาพตัวอย่างน่ารักเลยทีเดียว เป็นไฮไลท์หนึ่งของสังขละบุรีที่เราชอบมาก เด็กๆอยู่บนสะพานสักพักก็ได้เวลาที่ประสงค์จะเดินมาถึงแล้วค่ะเราเริ่มเข้าร่วมพิธีตักบาตร ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยเก้าอี้หลักสี่ สีที่เรียงต่อกันพร้อมกับชุดตักบาตรที่วางเอาไว้อย่างพร้อมเพรียงเราหยิบถุงข้าวขึ้นมาจากข้าว ใส่บาตรให้กับพระสงฆ์จำนวนมากรวมถึงสามเณรอีกหลายรูปทั้งๆที่มีผู้คนเดินกันนะ แน่นเต็มบนถนนแต่บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย อิ่มบุญกันแล้วเราก็มาอิ่มท้องกันต่อที่ร้านอาหารมอญตามครูปังที่เราได้มาเลย เป็นร้านที่เคยมาเที่ยวสะพานมอญก็ต้องห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาดเพราะเป็นร้านที่ขายหลายคนมาทานแล้ว แล้วการันตีว่าอร่อยแน่นอน อันดับแรกก็ต้องไปเลือกตัวเอาไว้ก่อน จริงๆต้องนำคูปองไปให้เขาก่อนนะคะแต่เราลืม ก็เลยเดินไปสั่งโจ๊ก 2 ถ้วย กับชาร้อนและปาท่องโก๋ ปาท่องโก๋ร้านนี้คืออร่อยมากแนะนำเลยค่ะ บรรยากาศภายในร้านก็จะประดับไปด้วยภาพถ่ายที่มีเรื่องราวต่างๆของเมืองสังขละบุรีไว้ให้เราชม ระหว่างรออาหาร Parknum คูปองให้เขาดู เขาก็จัดเสร็จมาให้เพิ่ม ตอนนี้ทุกอย่างมาครบแล้วก็มาเริ่มทานกันเลยค่ะ เป็นชุด ถึงบ้านล่ะนั่ง โทรมา เสร็จเรียบร้อยแล้วแล้วก็โทรหาพี่ค่ะ ขับเรือที่มาส่งเราเมื่อเช้าให้มารับค่ะ โทรปุ๊บพี่เขาก็มาปั๊บเลย รวดเร็วทันใจมากๆ นั่งเรือเข้าที่พักไม่นานแล้วก็โทรหาลุงนายเป็นคนขับ ขับเรือที่เดียวราคากิจกรรมนั่งเรือชมวัดใต้น้ำกับเราเอาไว้บนสะพานมาช่วงเช้าให้มารับ ลุงนายมารับเราอย่างรวดเร็วตอนแรกก็อยากไปตามโปรแกรม 5 สถานที่และเนื่องจาก สะใภ้ญี่ปุ่น จุงนายบอกว่า ช่วงหน้าฝนจะเดินชมลำบากเราก็เลยตัด สนใจตัดผ้าญี่ปุ่นออกไป ให้เหลือแค่ 4 สถานที่ก็พอรุ่งหน้าคิดราคาเหมาให้เรา 1,000 บาท เพราะเราอยากไปกันแค่ 2 คน ต้องบอกก่อนว่า ราคาเรือแต่ละลำจะต่างกัน แต่สามารถใช้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นได้ แล้วแต่ว่าเราจะดีกับคนไหนนะคะ ลุงนายเป็นคนมอญแท้ๆ แต่พูดภาษาไทยค่อนข้างชัด แล้วฟังเราเข้าใจทุกคำเลย สถาน ที่แรกที่เราจะไปนะคะ ก็คือประตูเมืองเก่า สังขละบุรี ใช้เวลาในการนั่งเรือจากที่พัก ของเราไปป่ะ ประตูเมืองเก่า ประมาณ 1 ชั่วโมง โรงงานที่เป็นแหลมยื่นออกมาก็คือเจดีย์พุทธคยาที่กำลังบูรณะอยู่และถัดไป ใครจะเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วัดหลวงพ่ออุตตมะ ธรรมะที่กำลังสร้างขึ้นอยู่ค่ะ บรรยากาศระหว่างนั่งเรือ ก็จะมีวิวทิวทัศน์ให้ชมอยู่ทุกทิศทางเลยไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็สวยทั้งนั้น ภาพมุมสูง ทำให้เห็นว่าเรากำลังแล่นเรืออยู่กลางแม่น้ำ ทางไปกะตะ 2 ชายฝั่ง เราเล่นเรือห่างไกลจาก หมู่บ้านเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็มาถึงสถานที่แรกของเราแล้วค่ะ ประตูเมืองเก่าจะมีลักษณะเป็นช่องเขา ที่มีลำน้ำดีกรีตัดผ่าน มีลักษณะกว้างประมาณ 10 กว่าเมตรซึ่งด้านบนจะมีหลวงพ่อประตูเมือง เจอพ่อปู่ทิม เป็นสิว ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวสังขละบุรีสัตว์ การกราบไหว้ ต้องใช้ธูปทั้งหมด 9 ดอก เขาบอกว่า ถ้าจะขอพรก็ให้ขอไปเลย ไม่ต้องบ่นว่าจะมีสิ่งใดมาตอบแทน ให้เราขอด้วยใจก็พอ และหากเราสมหวัง แล้วก็ค่อยกลับมาทำบุญตามกำลัง ทรัพย์ที่เรามี แม่เขย่าเซียมซีเสร็จแล้ว ลุงที่ดูแลที่นี่ก็จะนำเลขของเราไปเขียนเป็นเลขนำโชคมาให้เรา ตามความเชื่อของคนที่นี่ค่ะเราขึ้นไปไหว้ขอพรกันครบทุกองค์ และภารกิจสุด สุดท้ายคือการตีระฆัง 9 ครั้ง เป็นเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกสบายใจมากเลยค่ะ ต่อไปก็เดินทางไปยังวัดใต้น้ำเมืองบาดาลกันค่ะ วัดจมน้ำหรือวัดวังก์วิเวการามหลัง ของชาวมอญ เนื่องจากการสร้างเขื่อนเขาแหลม ก็เลยทำให้น้ำท่วมบริเวณหมู่บ้านชาวมอญและวัดแห่งนี้ แต่ถ้าใครอยากจะเดินเข้ามาชมความสวยงามด้านในวัดเราแนะนำให้มาในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม คุ้มนะคะเพราะน้ำจะลดช่วงกว่าช่วงที่เรามาแน่นอนค่ะ บริเวณวัดเราจะเห็นซากโบราณสถานของวัดวังก์วิเวการามหลังเก่า ที่หลงเหลืออยู่ เชน หอระฆังวิหาร ซุ้มกำแพง แล้วตัวบทที่มีเพียงผนังที่มีลวดลายศิลปะแบบมอญหลงเหลือให้เห็นและด้านนอกโบสถ์จะเห็น เซียนพระที่หากวางไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชา เหมือนว่าขนของลูกจะชอบเมืองสังขะ เอามากๆ ดูจาก สภาพแล้วเดี๋ยวไม่น่าจะรอดพ้นจากคนกลุ่มนี้แน่นอน ดาวเรืองสีเทาขึ้นไปชมวัดสมเด็จ มีบันได เด็กๆให้ต่ายขึ้นไปประมาณ 9 โมง 10 เมตรสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาหนัก โชคดีที่มีต้นไม้ใหญ่ ฝนไว้ วัดสมเด็จเก่าเป็นวัดของชาวไทย ที่ไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำเหมือนวัดอื่นแต่เป็นวัดที่ถูกทิ้งร้างเมื่อตอนที่สร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นมา ภายในโบสถ์มีพระพุทธชินราชองค์ที่ 17 ที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ รอบๆโบสถ์จะมีต้นไทรต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปก โดยมีรากไม้ที่เลื้อยเกาะติดอยู่รอบๆโบสถ์ ทำให้ดูมีมนต์ขลังมากเลยทีเดียว สายฝนเริ่มเบาลง เรากำลังเดินทางไปยังสถาน สถานที่สุดท้าย คือวัดศรีสุวรรณเก่า ซึ่งเป็นวัดของชาวกะเหรี่ยง ที่มีอายุมากที่สุดในโลก 3 วัดและเป็นวัดที่จมอยู่ใต้น้ำมากที่สุดเมื่อเวลาน้ำขึ้นค่ะ อย่างครั้งนี้ก็ได้เห็นแค่เพียงครึ่งหนึ่ง ของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมาค่ะ ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่คุ้มค่ามากๆนะคะสำหรับการล่องเรือชมโบราณสถาน ที่ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ ที่เหมือนเราได้ย้อนเวลากลับมาสัมผัส การเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นอีกครั้ง ตอนนี้ก็ได้เวลากลับที่พักกันแล้วค่ะ กลับไปที่พักได้ไม่นาน แล้วก็ออกมาขับรถเล่นรอบๆหมู่บ้านมอญ เรามุ่งหน้าไปที่วัดวังก์วิเวการามหลังใหม่ นิยายขึ้นมาสร้างบนเนินเขาจากวัดเก่าที่จมน้ำไปจากป้ายรอบขับเข้าไปประมาณ 2 กิโล ก็จะคบกับวัดที่มีรูปแบบการก่อสร้าง ด้วยศิลปะแบบมอญและไทยประยุกต์ แต่ที่เด่นที่สุดคงเป็นศาลาด้านหน้าของเราตอนนี้เป็นศาลาที่ดึงดูด สายตาล่าสุด ภายในศาลาเป็นที่ตั้งของปราสาทเก้ายอด และรูปเหมือนหลวงพ่ออุตตมะซึ่งปราสาท 9 ยอดนี้เป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อว่า งดงามมากที่สุดของวัดเลยล่ะค่ะ ขับเข้าไปอีก 850 10 เมตรก็จะพบกับเจดีย์พุทธ จักรยาน เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นการจำลองแบบมาจาก มหาเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย แต่มีขนาดที่เล็กกว่า ซึ่งบริเวณหน้าเจดีย์ก็จะมีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่หลากหลายร้านเลยค่ะ เดินดูของฝากอยู่ดีๆ ก็ได้ห่อหมกมา 2 ห่อเฉยเลยค่ะ เป็นห่อหมกผัดที่เราไม่เคยได้ยินแต่ไม่เคยกิน เดี๋ยวลองไปชิมกันว่ารสชาติเป็นยังไงบ้าง ไปนอนมั้ย ขากลับแล้วก็แวะซื้อของทานเล่นใกล้โรงเรียนกลับมากินที่พักนึกถึงวัยประถมเลยค่ะ ถึงที่พักฝนก็ตกอีก คลังเราขนขนมของกินมาที่ระเบียงนั่งกิน อย่างช้าๆและกวาดสายตามองสายฝน ที่กำลังโหมกระหน่ำลงมาอยู่เบื้องหน้า เรื่องราวการเดินทางของเราสองคนนั้นเรียบง่าย ไม่มีผู้คนมากมาย มีเพียงแค่ธรรมชาติและสองเราก็พอ เราสองคนชอบอะไรคล้ายกัน ชอบความนิ่งไม่วุ่นวายไม่จอแจ ไม่เสียงดัง แต่เราก็พูดไม่เก่งกันทั้งคู่ นั่นเป็นสาเหตุที่เราเลือกที่จะพากย์เสียงมากกว่าการพูดหน้ากล้อง บทกวีที่เขียนอยู่ตามผนัง ช่างเข้ากับบรรยากาศตอนนี้เหลือเกิน มีบทหนึ่งที่เขียนเอาไว้ในฤดูฝน บันทึกไว้ว่า ริมฝั่งสังขละ ขณะนี้ ซองกาเรียทุกนาทีมีแต่ ฝน อยู่กับเรือนแพไหวแม่น้ำใดข้ามพ้น บางเรือพาย ยังว่ายวนกลางฝนนั้น ดูเหมือนฝนจะไม่มีท่าทีจะหยุดตกเลย อากาศเป็นใจแบบนี้ ก็คงมีแต่เตียงนอนเท่านั้นที่ทำให้อบอุ่นหัวใจ เราขึ้นมาบนที่พัก ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียง Guesthouse แต่ยังเป็นร้านกาแฟในตัวอีกด้วย แต่ละวันนี้เขาน่าจะ เข้ามาในห้องพักสไตล์การตกแต่งในห้องก็จะมีบทกวีติดอยู่ตามฝาผนังห้อง แต่ละบทเรียนเกี่ยวกับแม่น้ำ ฤดูกาลชุมชนผู้คนและความหลงใหลในเมือง สังขละบุรีแห่งนี้ รวมถึงหนังสือเหล่านี้ที่เป็นผลงานเด่นๆของนัก ถ้าเรามองเป็นแค่ของประดับห้องก็จะมีดีแค่นั้น แต่ถ้าเราหยิบเขาขึ้นมาอ่าน เขาก็จะพาเราเข้าไปท่องในโลกของเขาอย่างสนุกสนาน ได้เป็นรูปดอกไม้ ตะวันดวงจันทร์ดวง แป้งทานาคากับแป้งไหมคะ สะพานไม้ไผ่ กันไหมแป้งทานาคาแป้งไหมคะ เปิดการที่เราอ่าน เป็นบทที่คุ้นหูมาจ๊ะ ที่คอยรอแบบแป้งนักท่องเที่ยวอยู่บนสะพานเป็นบทที่เราชอบมากที่สุด การพักหลังนี้มีเพียงแค่เรา เรารู้สึกเหมือนได้ครอบครองวันฝนตกแบบนี้เอาไว้เพียงสองเรา สายฝนจางลงมีคล้ายๆผักตัวออก รักกันจนเห็นสี สีฟ้าหน่อย แต่ด้วยเสียงกล่อมจ๊ะ จากบทกวีที่เราอ่าน มันทำให้เคลิ้มจนเราเผลอหลับ เราตื่นขึ้นมาก็ใกล้ค่ำแล้ว ก็เลยมาปิดท้ายวันนี้ด้วยสะพานมอญยามค่ำคืนอีก สะพานไม้ที่เปลี่ยนชุ่มไปด้วยฝน ที่ตกตลอดทั้งวันอากาศเย็นสบายกำลังดี เราเดินคุยกันเรื่อยเปื่อยกับบท สนทนาที่ว่า สังขละบุรีมันดียังไง เราดีใจกันมากที่ตัดสินใจเลือกอยู่ที่นี่ 3 วัน ถ้าคิดว่า แค่วันเดียวคงไม่พอสำหรับมึงต้องมนต์แห่งนี้แน่ๆ อันที่จริง 3 วันยังน้อยไปด้วยซ้ำแต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด แค่นี้ก็สุข ไปแล้ว เราแวะไปซื้อของที่ถนนคนเดิน มาทานเป็นมื้อค่ำแป๊บนึงก่อนจะปิดท้ายด้วยค่ำคืนที่เงียบสงบ เช้าอีกวันเป็นวันที่ตื่นมาเห็นวิวสะพานมอญอีกเช่นเคย ได้ยินเสียงเรือแล่นผ่านไปผ่านมา ชวนให้อยากออกไปเที่ยวสะพานมอญ มีค้างก่อนจากลา เราขับรถไปที่ต้นสะพานมอญฝั่งไทย การสวมชุดชาวมอญ เป็นอีกหนึ่งในลิฟท์แรกๆที่เราอยากทำเลยค่ะ ตื่นเต้นมากก็แค่จ่าย 50 บาทต่อ 1 เขาก็จะใส่ให้เราทำให้เราทุกอย่างเลยค่ะ ใครที่มาต้องลองใส่สักครั้งนะคะ เขาบอกว่าถ้าไม่ใส่เดี๋ยวจะมาไม่ถึงสะพานมอญ พอเดินเข้าไปที่สะพานมอญ ครั้งนี้เราเจอน้องผู้ชายที่อาสามาเล่าประวัติของสะพานมอญให้เราฟัง ยังไงผมขอแนะนำ กูก่อนเลย สวัสดีค่ะ ครับผมชื่อเด็กชาย นารีนครซอย 5 กลับเมื่อวันที่ 28 เพราะว่าฝน ตกหนัก 3 วัน 3 คืน ธรรมดา 3 สะพานไม้ไผ่ รอก่อนดีกว่า พ. ศ. 2500 ชื่อน้องนิวนะคะ น้องก็เล่าแบบเลยค่ะ จริงๆเราฟังจากใจความได้แค่แรกๆหลังๆนี่ไม่ทันเลย แต่ก็เอ็นดูความกล้าหาญของน้องเพราะถ้าเป็นเราตอนเด็กก็คงไม่กล้ามาเล่าประวัติให้คนแปลกหน้าอย่างเราฟัง เราเสร็จแล้วก็ต้องปิดท้ายว่า แล้วแต่จะให้ครับ แล้วแต่น้ำใจถ้าไม่มีน้ำใจก็ให้มันจริง เช้าวันนี้ก็จะเห็นภาพเด็กนักเรียนฝั่งมอญ ข้ามสะพานมาเรียนโรงเรียนฝั่งไทย เด็กที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะมาหารายได้พิเศษกับนักท่องเที่ยว ก่อนจะเปลี่ยนชุดไปโรงเรียนเอาเงินเหล่านั้นไปเป็นค่าขนมรายวัน ภาพฝนตก แผนที่จะหลบฝนแล้วก็เดินเล่นกลาง สายฝนไปเลยค่ะเพราะตอนฝนตกนี่สะพานโล่งมากง่ายต่อการถ่ายภาพมากๆเลย และมื้อเช้าวันสุดท้ายที่สะพานมอญซอยสะพานไม้กระดาษ น้ำแกงให้เราชิมอย่างละ 1 จานคือน้ำยาปลาในน้ำยาอยู่กล้วยซื้อขนมจีนน้ำยาอยู่ อาหารพื้นถิ่นขึ้นชื่อของที่นี่เลยซึ่งเขาจะเขียนสูตรเด็ดวิธีปรุงเอาไว้ด้วยว่า ควรใส่พริกป่นน้ำปลา ได้น้ำมะขามเปียก อยากเพิ่มลงไป จะทำให้อร่อย น้ำปลาน้ำมะขามเปียกนะ เอามะขามไป กินแล้วหรอ อร่อยจริง ทานเสร็จแล้ว แล้วก็ลงมาเดินเล่นด้านล่างสะพานเป็นอีกมุมที่สวยงามและเห็นตีนสะพานแบบเต็มตา สีที่น้ำลดแล้วก็เลยเดินลงไปด้านล่างได้เยอะมากเป็นเช้าก่อนกลับที่ใจฟูมากๆเลย เราก็ต้องบอกสิ มีข่าวที่กำลังลอยตัวครอบครัวอยู่กับภูเขา เป็นภาพบรรยากาศที่เราจะถ่ายเก็บไว้ในความทรงจำไม่มีวันลืม เจ้านำชุดที่เช่ามากลับไปคืนเจ้าของ หลังจากนั้นก็แวะซื้อของฝากนิดหน่อย เป็นสร้อยคอกำไลหินมงคลต่างๆ เราเลือกซื้อมาหลายเส้นอยู่เหมือนกัน เพราะสวยและมีให้เลือกหลายแบบ ราคาอยู่ที่หลักสิบหลักร้อย ไม่แพงเลย สังขละบุรี เป็นครั้งแรกของเราสองคนที่ได้มาด้วยกันแต่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอนก้าวแรกที่ได้สั่ง สัมผัสที่นี่เรารู้สึกถึงเสน่ห์ของเมืองนี้ที่มิอาจละเลยได้ทุกอย่างผสมผสานกันได้อย่าง ตัวอันนี้เรื่องราว มีรอยยิ้มมีวัฒนธรรม มีความเชื่อที่ชนชาติที่แตกต่างแต่พอทุกอย่างมารวมกันแล้วมันลงตัวและมีเอก เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนเมืองไหนมันจะไม่แปลกเลยที่ใครหลายๆคนมากอยากให้โอกาสตัวเองได้รอมา 2 ที่นี่ให้ได้สักครั้ง